[x] ปิดหน้าต่างนี้
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป   
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
หน่วยงานภายใน

นวัตกรรมทางการเรียน






เว็ปที่น่าสนใจ







ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 98 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
poll

   ระบบประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนเป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. พอใช้
  4. ปรับปรุง

  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
ชนเผ่ามาไซ : ชนเผ่าที่ยืนเฉยๆก็สามารถกระโดดได้สูงยิ่งกว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้  VIEW : 13    
โดย k

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 13
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 2
Exp : 100%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 103.46.140.xxx

 
เมื่อ : พุธ ที่ 5 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 เวลา 15:45:38   

คริสเตียโน่ โรนัลโด สปรินท์เข้าพบลูกฟุตบอลที่ลอยโด่งมาก่อนจะเทคตัวได้มากถึง 71 ซม.เพื่อขึ้นโหม่งรวมทั้งทำประตูได้อย่างเด็ดขาด ต่อไปทุกคนก็ตื่นเต้นและกล่าวว่าโน่นคือสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ของมนุษยชาติ แต่ในป่าเร้นลับแห่งประเทศเคนคุณย่า มีความอัศจรรย์ของมนุษยชาติหลบซ่อนอีกเยอะ ที่แห่งนี้อุดมไปด้วยนักกีฬากระโดดสูงที่มีพรสวรรค์แล้วก็ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ที่สำคัญพวกเขาแค่ยืนเฉยๆแล้วก็กระโจนเท่านั้น ไม่ต้องการระยะรันเวย์ใดๆก็ตามทั้งสิ้นนี่เป็นเรื่องราวของชนเผ่ามาไซ เจ้าของฉายา "นักล่าสิงโต" ที่คัดหัวหน้าของเผ่าด้วยการหาว่าผู้ใดกันกระโดดสูงที่สุด รวมทั้งขั้นตอนการกระโจนที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร ติดตามทั้งผองได้ที่นี่ เหล่านักสู้ที่ให้ความเอาใจใส่กับผู้กระทำระกระโดด ย้อนอดีตไป แอฟริกา ยังเป็นทวีปที่เต็มไปด้วยชนเผ่าน้อยใหญ่ที่มีความเชื่อต่างๆนาๆ และชนเผ่ามาไซ ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีรกรากประจำเขตอนุรักษ์ชนิดสัตว์ป่า มาไซ มาร่า ในตอนนี้เองก็เป็นเลิศในนั้น ภายหลังจากผ่านขณะการสู้รบปรบมือและการทำศึกเผ่ามาอย่างช้านาน ปัจจุบันนี้มีมวลชนชนเผ่ามาไซ เหลืออยู่ทั้งปวงราว 9 แสนคน โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งเป็น มาไซตอนเหนือ ที่อยู่ในตอนใต้ของประเทศ เคนคุณย่า และก็ มาไซตอนใต้ ที่อยู่ในทางเหนือของประเทศ แทนซาเนียPhoto : www.tripadvisor.comตอนแรกชาวมาไซ มีชีวิตชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย เพราะว่าพวกเขาจะระหกระเหินไปเรื่อยตามฤดูกาล ไม่นิยมอยู่ติดที่แบบถาวร พวกเขาไม่ได้เพาะปลูกเป็นหลัก แต่ย้ำไปที่การเลี้ยงสัตว์ซึ่งสามารถเดินทางได้ดังเช่นว่า โค แพะ แล้วก็ แกะ ฯลฯ การใช้ชีวิตแบบเดินทางแบบนี้ แน่ๆว่าพวกเขาจะต้องได้พบกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกับเผ่าอื่นๆหรือไม่ก็สัตว์ป่าอย่าง สิงโต ที่มักจะเล็งมาที่ปศุสัตว์ของชาวมาไซ ด้วยเหตุดังกล่าวการที่พวกเขาจะอยู่รอดไม่มีอันตรายได้ดีที่สุด เป็นการจำเป็นที่จะต้องมีกลุ่มนักรบประจำเผ่า แล้วก็จำต้องมีหัวหน้าที่เปรียบเสมือนกับแม่ทัพในสนามรบนั่นเอง Photo : annaeverywhere.comชาวมาไซนั้นถือว่าเป็นชนเผ่าที่นับรุ่นอายุเป็นอันมาก ในกลุ่มอายุไล่เลี่ยกันพวกเขาจะมีสิทธิ์เท่าเทียมกันทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง พวกเขามีแนวทางแบ่งกลุ่มอายุที่ตกทอดต่อกันมานาน เป็นต้นว่าในช่วงอายุ 14-16 ปี เด็กผู้ชายที่จะก้าวขึ้นมาเป็นวัยรุ่นจำต้องเดินทางท่องดินแดนของเผ่าเพื่อแนะนำตัวเองเป็นเวลา 4 เดือน ยิ่งไปกว่านี้ยังมีพิธีคัดกรองหาทหารตามจารีตประเพณีของเผ่า รวมทั้งพิธีการเปลี่ยนจากวัยนักสู้สู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวในช่วงอายุครบ 35 ปี ที่พวกเขาจะสามารถตกลงใจเรื่องอนาคตของตัวเองในเรื่องต่างๆรวมทั้งการสร้างครอบครัวได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องฟังข้อเสนอแนะจากพ่อหรือแม่อีกต่อไปโดยในช่วงการพิสูจน์ตัวเองเพื่อเป็นนักสู้ของเผ่านั้น เด็กหนุ่มจำเป็นที่จะต้องใช้เวลา 3 เดือนในป่าเพื่อศึกษาสำหรับการดูแลฝูงโค รวมทั้งคอยต่อสู้กับเหล่านักล่าต่างๆที่จะมาทำอันตรายให้กับฝูงปศุสัตว์นั่นเอง โดยว่ากันว่าเมื่อพวกเขาเปลี่ยนแปลงสถานะมาเป็นทหารแล้วชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปในทันที Photo : www.sciencesource.comมีกฎจำนวนมากข้างในหมู่นักสู้ของชาวมาไซ พวกเขาจะไม่สามารถที่จะรับประทานอาหารที่มีบุคคลอื่นปรุงได้อีก ทุกๆจานทหารชาวมาไซจะต้องเป็นคนทำเองทั้งสิ้น และไม่รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับเพศหญิงด้วย ที่สำคัญคือพวกเขาจะต้องตัดไมตรีระหว่างแม่กับลูกชายออกทั้งหมด เนื่องจากเชื่อกันว่าเป็นการฝึกหัดรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เตรียมตัวให้อยู่รอดในสภาพการณ์ที่ไม่อำนวย อย่างเช่นสภาวะขาดแคลนอาหารฯลฯ ส่วนสิทธิพิเศษจากการเป็นนักสู้เป็นพวกเขาจะสามารถไว้ผมได้ ซึ่งเป็นสถานะเดียวในเผ่าที่ไม่จำเป็นต้องโกนผมตลอดเวลา จะมองเห็นได้ว่าเมื่อได้เป็นนักสู้ หน้าที่ของชายหนุ่มๆพวกนั้นจะถูกปรับแปรไปอีกแบบ รวมทั้งมีสิ่งแปลกๆหนึ่งอย่างที่เหล่านักสู้จะต้องให้ความเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง โน่นเป็นการกระโดดนั่นเอง กระโจนเพื่ออะไร? ชาวมาไซเน้นย้ำประเด็นการกระโดดในหมู่ทหารมาก และแอบซ่อนกุศโลบายไว้ภายในวันที่พวกเขาเข้าพิธีการระหว่างขยับรุ่นจากนักสู้จูเนียร์ สู่นักรบอาวุโสของเผ่า Photo : wikimedia.orgโดยในเทศกาลแห่งการคัดสรรนั้นจะมีพิธีหนึ่งที่ชื่อว่า อาดูมู (Adumu) หรือพิธีกระโดดเต้นนั่นเอง ซึ่งการเต้นนี้จะใช้การกระโจนเป็นหลัก เหตุผลเนื่องจากว่าเพื่อชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่เร็วแล้วก็แข็งแรง ในงานพิธีวันนั้นเหล่าทหารต้องกระโจนให้เยอะที่สุดเพื่อแสดงความแข็งแกร่งให้ว่าที่เจ้าสาวของพวกเขาเห็น โดยผู้หญิงในเผ่าจะซาบซึ้งใจมากมายเมื่อเห็นนักรบใครที่กระโดดได้มากที่สุด นั่นจึงทำให้วัยรุ่นชายหลายๆคนฝึกฝนฝึกการกระกระโดดมาตั้งแต่เด็กๆเพื่อเตรียมตัวสู่พิธีกรรมนี้ สิ่งที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้กุศโลบายจากเหตุผลเรื่องการหาคู่แล้ว ความสามารถการกระกระโดดถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากกับทหารชนเผ่ามาไซ เนื่องจากว่าพวกเขาไม่เพาะปลูก ด้วยเหตุผลของการทำลายรวมทั้งลบหลู่พื้นดิน ด้วยเหตุนี้"โค" จึงเป็นของที่มีค่าเป็นอันมาก แล้วก็บางครั้งเว้นเสียแต่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังฝูงโคที่เปรียบเหมือนแหล่งอาหารเดียวของเผ่าแล้ว พวกเขายังต้องหาวิถีทางการขโมยโคจากเผ่าอื่นๆด้วยPhoto : michaelfairchild.com"อาดูมู ไม่ใช่แค่ผู้กระทำระกระโดดเพื่อร้องรำทำเพลงหรอกนะ ความสามารถการกระโดดสำคัญและมีคุณค่ามากมายๆสำหรับนักสู้ของเรา พวกเขากระโจนได้สูงแล้วก็แข็งแกร่งมาก เมื่อพวกเขาเข้าไปลักขโมยวัวของเผ่าอื่น พวกเขาสามารถกระโจนข้ามรั้วเข้าไปและก็ขโมยโคของเผ่าออกมาได้อย่างง่ายๆ" ชาวเผ่ามาไซรุ่นอาวุโสคนหนึ่ง กล่าวกับสื่ออย่าง CNN นอกจากการกระโจนทำให้ร่างกายแกร่งรวมทั้งมีผลต่อมวลกล้ามเนื้อและก็ความรวดเร็วแล้ว สิ่งเหล่านี้จะมีผลไปยังการคัดสรร "นักรบเหนือนักสู้" อีกขั้นหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือหัวหน้าเผ่านั่นเอง โดยส่วนนี้นอกเหนือจากที่จะจำต้องกระโดดสูงที่สุดเพื่อพิสูจน์ด้านร่างกายแล้ว พวกเขาพวกนี้ควรจะเป็นผู้ที่ฉลาดหลักแหลมและอาจหาญ โดยตัดสินกันที่กิจกรรมทดสอบ นั่นก็คือการล่าสิงโตนั่นเองการเผชิญหน้ากับสิงโต สำหรับชาวมาไซ นับว่าเป็นประสบการณ์ "กาลครั้งหนึ่งของชีวิต" เนื่องจากว่าพวกเขามั่นใจว่าถ้าหากสามารถดวลกับราชสีห์รวมทั้งเอาชีวิตรอดกลับมาได้ ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปชั่วกับชั่วกัลป์ โดยเหตุนี้นี่ก็เลยไม่ใช่การล่าเพื่อนำไปเป็นอาหาร หรือแม้กระทั้งการล่าเพราะว่าถูกสิงโตคุกคามก่อน แต่ว่ามันเป็นประเพณีและก็การฝึกฝนสำหรับวัฒนธรรมของชาวมาไซ ทหารคนใดกันปลิดชีพสิงโตได้ ก็เปรียบได้ดั่งกับการคว้าชัยชนะกีฬาประเภทหนึ่งนั่นเองการล่าสิงโตนั้นมี 2 แบบ โน่นคือการล่าแบบกรุ๊ป ซึ่งถือว่าเป็นแบบทดสอบสำหรับนักรบคนใหม่ที่กำลังจะได้พิสูจน์ตนเอง พวกเขาจะแยกตัวออกมาจากเผ่ารวมทั้งจับกลุ่มกันวางแผนเพื่อปลิดชีพสิงโต ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่มีชาวเผ่าคนไหนมองเห็นเลย เว้นแต่กลุ่มทหารร่วมกันเพียงแค่นั้นขณะที่กรุ๊ปนักสู้อาวุโสประสบการณ์สูงนั้นจะทำอะไรที่ยากนอกจากนั้น โน่นคือการออกโซโล่เดี่ยวฆ่าสิงโตในแบบการดวลตัวต่อตัว พวกเขาพวกนี้จะมีทั้งทักษะการล่าที่เหนือชั้นกว่าเด็กที่ขึ้นรุ่นมาใหม่ รวมทั้งมีประสบการณ์สำหรับการต่อกรกับเหตุการณ์ตึงเครียดอีกด้วย Photo : www.dailymotion.comทั้งผองนี้เป็นจุดสำคัญของผู้กระทำระกระโดดของชนเผ่ามาไซเมื่อครั้งสมัยก่อน โดยมีการกระโจนเป็นจุดกำเนิดจากทุกเรื่อง การกระกระโดดของชายชาวมาไซฯ นั้นมีความหมายอย่างใหญ่โต โน่นหมายความถึงพวกเขาจะได้ครอบครัว, ได้รับการยินยอมรับจากคนภายในเผ่า รวมถึงยังนำไปสู่การได้เป็นหัวหน้าเผ่าอีกด้วยนักรบผู้ใดกันที่กระโดดได้เยอะที่สุด และสามารถคว่ำสิงโตได้ด้วยตัวคนเดียว นักรบผู้นั้นจะเปลี่ยนเป็นหัวหน้า นี่คือกฎของชาวมาไซแม้กระนั้นโบราณนานมา แต่ปัจจุบันทางการได้ออกกฎว่าการล่าสิงโตนับว่าเป็นของผิดกฎหมาย ด้วยเหตุนั้นกฎหมู่ข้อนี้ก็เลยหายไป เหลือแต่เพียงการกระกระโดดสูงเพียงแค่นั้น ที่เป็นเครื่องชี้วัดว่าคนใดกันแน่ที่สุดในเผ่า "หลายปีก่อนถ้าคุณจะแปลงเป็นหัวหน้าทั้งยังเผ่าได้ คุณจำเป็นที่จะต้องสังหารสิงโตให้ได้ แต่ว่าเวลาผ่านไปพวกนักอนุรักษ์ก็ก้าวเข้ามารวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการหยุดล่าสัตว์อย่างสิงโต" Mtaine David Swakei หัวหน้าเผ่ามาไซกล่าวกับ CNN "ในขณะนี้เราก็เลยจะต้องปรับเปลี่ยนการเลือกหัวหน้ากันใหม่ เหลือเพียงแค่การ อาดูมู หรือการกระกระโดดเต้นแค่นั้น คนไหนกันแน่ที่กีฬากระโดดสูงที่สุดก็แปลงเป็นหัวหน้าเผ่าไป" กระโดดอย่างไรให้ได้เป็นหัวหน้าเผ่า?เพียงแค่บอกว่ากีฬากระโดดสูงมันบางทีอาจจะมองง่ายๆไม่ได้ยากเย็นอะไร แม้กระนั้นการกระกระโดดของชาวมาไซ ต่างกันกับสิ่งที่พวกเราเห็นจากนักกีฬาสุดยอดในทุกวันนี้เป็นอย่างยิ่งPhoto : www.blackwhitereadallover.comพวกเรายกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายที่สุด เป็นประตูของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในเกม เซเรีย อา ฤดูกาล 2019-20 ที่ ยูเวนตุส ชนะ ซามพ์โดเรีย เกมนั้น โรนัลโด้ กระโดดขึ้นสูงจากพื้นดินถึง 71 ซม. ซึ่งทุกคนบนโลกก็ตื่นเต้นอย่างมากเพราะว่านี่คือความสูงสำหรับการกระโจนที่มากโขสำหรับนักฟุตบอลคนหนึ่งท่ากระโดดของโรนัลโด้ในวันนั้น เป็นใช้ระยะการสปรินท์ตัวราว 5-10 เมตร เพื่อเสริมแรงกระโดดให้สูงเพิ่มขึ้น แล้วต่อจากนั้นเขาก็เทคตัวด้วยสปริงข้อเท้าจนได้ความสูง 71 เซนติเมตร เมื่อรวมกับส่วนสูงของเขาก็คือ 2.65 เมตรจากพื้นเลยทีเดียว แต่ว่าชาวมาไซนั้นผิดแผก พวกเขาไม่ได้อยากพื้นที่ที่ใช้เป็นรันเวย์สำหรับในการเสริมแรงกระโดดเลย การกระกระโดดของพวกเขาที่เอาไว้ใช้ในพิธีอาดูมู เป็นการยืนตรงๆแล้วเอามือแนบลำตัว แล้วก็กระเด้งตัวขึ้นแบบเป็นเส้นตรง ราวกับที่เท้าของพวกเขามีสปริงคนที่กระโดดเก่งที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้เป็น 80 เซนติเมตร ซึ่งแน่ๆว่ามันมากยิ่งกว่าที่โรนัลโด้สามารถทำเป็นรวมทั้งทั่วโลกจำต้องตะลึงจนเป็นไวรัล … แค่นี้ยังไม่เพียงพอ ชาวมาไซยังให้คำจำกัดความของผู้กระทำระโดดที่เพอร์เฟ็กต์มากกว่าเพียงแค่ความสูงอีกด้วย …Photo : greatplainsfoundation.comทว่าสำหรับชาวมาไซ คนไหนกันแน่ที่จะเป็นหัวหน้าเผ่าได้นอกจากจะสูงแล้ว พวกเขาจำต้องทำมันให้นุ่มนวลราวมีสปริงติดอยู่กับเท้าจริงๆเวลาที่พวกเขากระโดดรวมทั้งแลนดิ้งลงพื้น สองเท้าจะทำการดีดตัวขึ้นไปอีกรอบโดยตลอด และก็ยิ่งลงนุ่มเยอะแค่ไหนมันก็ยิ่งทำให้การสปริงข้อเท้าของพวกเขาดียิ่งขึ้นแค่นั้น จะเห็นได้ว่านักรบของชาวมาไซก็ไม่ได้มีความแตกต่างกับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ นักในด้านของสภาพร่างกาย และเมื่อพวกเขาอยู่กับวัฒนธรรมผู้กระทำระโดดที่มีความหมายกับชีวิต โน่นจึงไม่แปลกเลยว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงยืนเฉยๆแต่กลับกระโดดสูงกว่า โรนัลโด้ ที่วิ่งมาเทกตัวได้ ยิ่งกว่า โรนัลโด้ อีกเรื่องหนึ่ง? คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กระโดดสูงได้ขนาดนั้นก็เนื่องจากการดูแลร่างกายที่สุดแสนจะเพอร์เฟ็กต์ มีโค้ชฟิตเนส มีตารางการออกกำลังกาย และจำกัดชนิดของกินอย่างเคร่งครัดตลดชีวิตการค้าขายแข้ง … ทว่าสำหรับชาวมาไซ … นั่นไม่มีความสำคัญ Photo : thepoliticalbouillon.comมีนักวิทยาศาสตร์ชาวเดนมาร์กเดินทางมายัง เคนยา เพื่อตรวจสอบร่างกายของชาวมาไซ รวมทั้งพบว่าจริงๆแล้วพวกเขาไม่ได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงไปทั้งหมด โดยเฉพาะผลของการตรวจร่างกายที่ค้นพบว่า อวัยวะภายในของพวกเขามีไขมันพอกไว้มากยิ่งกว่าชนเผ่าอื่นๆแม้ชาวมาไซจะออกกำลังกายมากยิ่งกว่าฝูงคนโลกตะวันตก (กลุ่มหมอเปรียบเทียบกับสังคมของเขาเอง) พบว่าชาวมาไซมีการเคลื่อนไหวมากกว่าชาวต่างประเทศอยู่ถึง 75% ทว่าเหตุผลที่พวกเขายังมีไขมันภายในร่างกายมาก ก็เนื่องจากการที่อาหารการกินของชาวมาไซมาจากวัว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ, นม หรือเลือด นับได้ว่าเป็นอาหารหลักของพวกเขา และเกือบจะไม่มีการกินของกินที่เป็นผักมากสักเท่าไรนัก ด้วยเหตุว่าพวกเขาไม่นิยมทำการกสิกรรมเอง ก็เลยทำให้ค่าไขมันนั้นมากยิ่งกว่าชนเผ่าอื่นๆในแอฟริกาแม้กระนั้นกรรมพันธุ์ที่สืบทอดต่อกันมาทำให้ชาวมาไซมิได้มีปัญหากับเรื่องนี้ เนื่องจากพวกเขาไม่มีเรื่องราวเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตรวมทั้งไลฟ์สไตล์เท่าไรนัก"อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่คอยคุ้มครองป้องกันพวกเขาอยู่ บางทีอาจจะเป็นเรื่องการพัฒนาทางพันธุกรรม ซึ่งก็กล่าวได้ว่าร่างกายของพวกเขาสามารถทนกรดไขมันมันอิ่มตัวไม่น้อยเลยทีเดียวได้" เดิร์ก ลุนด์ คริสเตียนบวงสรวง หัวหน้าทีมนักวิทย์พูดถึงชาว มาไซฯ โดยเขาขยายความถัดไปว่า บางครั้งอาจจะเป็นไปได้ที่พวกเขามาตรวจสุขภาพชาวมาไซ ในเวลาที่อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นช่วงที่ชาวเผ่าสุขกายสบายใจ โดยทางทีมของ คริสเตียนบวงสรวง เชื่อว่าถ้าหากพวกเขาได้มาเรียนร่างกายของชาว มาไซฯ ตลอด 4 ฤดู พวกเขาจะได้คำตอบที่แจ่มแจ้งมากกว่านี้ว่า ทำไมชาวมาไซฯ ก็เลยมีไขมันเยอะแยะ กลับไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพPhoto : www.lonelyplanet.com"บางเวลาการบริหารร่างกายแล้วก็การควบคุมอาหารของชาวม สนับสนุนโดยเว็บไซต์ คาสิโน